[One Shot - HSJ] N A M E

posted on 07 Oct 2013 21:27 by sugarpott in FanFiction directory Fiction, Asian
//ทำความสะอาดใหญ่
ไม่ได้อัพนานมากกก ครั้งนี้กลับมาด้วยความติ่งจอห์นนี่แบบสุดจิตสุดใจ(ขำ)

ดีใจที่ตัวเองเป็นแม่ยกคู่ นากายามะ แห่ง HSJ 
เล่นเซอร์วิสกันออกนอกหน้าตลอดเวลาจนอยากจะออกเงินค่างานแต่งให้(ฮาาาา)
ขอบคุณน้องๆที่ทำให้ป้าฟินฯได้แบบไม่ต้องมโนฯเลยสักนิด TT/////////TT

ว่าแล้วก็เชิญทัศนาค่ะ




Hey! Say! Jump [One Shot]

Title : N A M E


Author : Niez (user hsjthailand : P.Niez)


Pairing : Nakajima Yuto x Yamada Ryosuke


Genre : Angst, Romance


Rate : Shonen-ai ใสกิ๊ง!



-----------------


ยามาดะ เรียวสุเกะที่พวกคุณรู้จักเป็นยังไง?
เป็นคนเท่ อีกทั้งยังน่ารัก ฉลาด ขี้เล่น เกลียดความพ่ายแพ้แต่ก็เป็นกันเอง...?


ครั้งหนึ่งผมก็เคยรู้จักยามาดะ เรียวสุเกะที่เป็นแบบนั้น



แต่ว่ามันก็ดูเหมือนกับว่า...นานมาแล้ว




.





.




“วันนี้ขอบคุณมากครับ!”



เสียงที่ดังจากบรรดาทีมงานดึงทั้งความคิดและสายตาของผมจาก  'ยามาดะ เรียวสุเกะ'  ที่กำลังยิ้มตอบรับให้กับคำขอบคุณนั้นไม่ต่างจากบรรดาเพื่อนร่วมวงคนอื่นๆ  ก่อนที่พวกเราเฮย์เซย์จะพากันเดินกลับห้องแต่งตัว  เสียงพูดคุยดังจอแจเช่นทุกครั้ง  ผมหันไปฟังเคโตะบ่นเรื่องที่เขาเอาชนะบอสในเกมส์ใหม่ไม่ได้  หันคุยกับยาบุคุงเรื่องเพลงใหม่  หรือกระทั่งยีหัวยูริที่โวยวายเหมือนทุกที 


ขณะที่เคโตะหันไปคุยเรื่องการสอบในมหาวิทยาลัยที่กำลังใกล้เข้ามากับอิโนะจังที่บ่นอะไรสักอย่างเกี่ยวกับวิชาภาษาอังกฤษ  ฮิคารุคุงพูดเรื่องกีต้ากับทาคาคิและยาบุคุงอย่างออกรสชาติ ไดกิกำลังอวดรองเท้าคู่ใหม่กับยูริที่เอ่ยปากถามถึงมัน มีเพียงคนเดียวที่เอาแต่เดินก้มหน้า  เช็คอะไรบางอย่างในมือถือโดยไม่มีความคิดจะพูดคุยกับใคร - - ยามาดะ เรียวสุเกะ



.




.



“ยามะจังจะไปแล้วหรอ?”

เสียงของยูริร้องเรียกออกมา  แม้จะไม่ได้ดังมากจนดึงความสนใจจากทุกคน แต่ก็มากพอจะเรียกสายตาของเพื่อนร่วมวงบางคนให้หันไปมองเจ้าของนามที่ถูกเรียกเอาไว้อยู่ดี


“อือ...พอดีมีธุระน่ะ”


ยามะจังอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนสีซีด สวมทับด้วยเจ็กเก็ตสีแดงลายสก็อต และผ้าพันคอสีเข้มเหมือนขามา ขณะที่มือกระชับอยู่บนเป้สีดำใบเดิมที่ใช้มานานหลายปีคนนั้นเอ่ยตอบเสียงเบา เสียงทุ้มนุ่มราบเรียบแตกต่างจากกระแสที่สดใสร่าเริงยามออกสื่อ แต่ถึงกระนั้นก็ยังน่าฟังในความคิดของผม


ยูริยู่หน้าลงเหมือนจะไม่พอใจในคำตอบที่ได้เท่าไรนัก


“ทั้งๆที่ก่อนเริ่มรายการก็นัดกันไว้ทั้งวงแล้วว่าเสร็จจากนี้จะไปถล่มร้านเนื้อย่างแท้ๆ”


“อ่า...โทษที  ไว้คราวหน้าจะไม่เบี้ยวแน่ๆ”


การปฏิเสธร้านเนื้อย่างที่เจ้าตัวโปรดปรานก็ดูจะผิดธรรมชาติมากพออยู่แล้ว ถึงกระนั้นกลับไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาสักคำ ยามะจังลูบหัวเจ้าตัวเล็กที่ทำท่าเหมือนงอนนั้นเบาๆ  รอยยิ้มอ่อนบนริมฝีปากกับน้ำเสียงนุ่มนวลทำให้ยูริพยักหน้ายอมให้ในที่สุด - - ผมไม่รู้ว่าจะมีใครที่ยูริยอมลงให้ได้เท่าเขาอีกมั้ย


จะด้วยอะไรก็ช่างผมถึงได้หลุดปากออกไป  ผมเพียงแค่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในบทสนทนากับยามาดะ เรียวสุเกะ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งผมเคยเรียกเขาว่า 'ยามะจัง' เหมือนอย่างที่ยูริหรือคนอื่นๆเรียก


“อะไรกันยูริ ทีกับชั้นนายยังไม่เคยทำตัวน่ารักแบบที่ทำกับยามาดะเลยสักนิด เห็นแล้วน่าน้อยใจชะมัด”


“ก็ยูตี้ไม่น่ารักเหมือนยามะจังนี่”


“โหดร้าย~ เดี๋ยวนี้นายเป็นพวกสองมาตรฐานหรอ”


“ชั้นไปนะ”


เสียงทุ้มนุ่มนั้นเอ่ยตัดบทก่อนเจ้าตัวจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้อง ท่าทีที่ทำให้ทั้งผมทั้งยูริชะงัก เสียงฝีเท้าดังไกลออกไป ผมได้เพียงแต่จ้องมองกรอบประตูห้องนิ่งงัน ในหัวของผมเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากที่ไหน  กระทั่งรู้สึกถึงแรงดึงเบาๆที่แขนเสื้อและพบยูริที่มองมาด้วยสายตาเป็นห่วง ท่าทางที่ทำให้ผมต้องยิ้มออกมาเหมือนเคย


“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ”


“ยูโตะบอกว่าใช้เวลาไม่นาน แต่นี่มันสามเดือนแล้วนะ แล้วยังจะ 'ยามาดะ' ที่ใช้นั่นมันอะไรล่ะ”



คำถามนั้นผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน...


อยู่ๆก็ไม่มองหน้า  อยู่ๆก็ถูกตีตัวออกห่าง 
ทั้งที่ผมเองยังไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรให้เขาโกรธ




ทุกครั้งที่เอ่ยถามมีแต่คำว่า “ไม่มีอะไร” ตอบกลับมาซ้ำๆ กับชื่อเรียกที่เปลี่ยนไปเป็น “นากาจิม่า
ทุกครั้งราวกับถูกทุบด้วยค้อนหนักที่ทำให้สมองอื้ออึง วูบโหวงด้วยความว่างเปล่าในน้ำเสียงของยามะจัง



'นากาจิม่า'  ที่ผมไม่อาจทำใจให้ชินได้สักที...



“พอแล้วน่าจิเน็น” เสียงที่เอ่ยปรามเป็นของทาคาคิ ยูยะ อีกคนนึงที่สามารถปราบพยศยูริลงได้ ผมรู้แค่ว่ายูริแอบชื่นชมในตัวของรุ่นพี่คนนี้อยู่ไม่น้อย ไม่ต่างจากที่ทาคาคิเอ็นดูยูริ แต่ความสัมพันธ์จริงๆของสองคนเป็นยังไงผมไม่รู้ ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจ  ...ผมแค่มีคนที่ตัวเองให้ความสนใจมากกว่าพวกเขา




คนที่ทำตัวเย็นชามาตลอดสามเดือนที่ผ่านมา...





“อะไรๆ สามคนนี้มีเรื่องสนุกอะไรกันหรอ??” เสียงร้องเรียกอย่างร่าเริงนั้นเป็นของอาริโอกะ ไดกิ คนที่ผมคิดว่าเป็นคนที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังการกระทำของยามาดะทั้งหมดแต่กลับปิดปากเงียบและทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว คนที่ตรงรี่เข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างทุกที แขนของไดกิพาดลงบนบ่าของผมโดยไม่เอ่ยขอกระทั่งคำอนุญาต ผมชินซะแล้วกับสิ่งที่รุ่นพี่คนนี้เป็น ถึงอย่างนั้นก็ยังอดหงุดหงิดนิดๆไม่ได้  กับคนที่พักนี้สนิทกับยามะจังจนนิตยสารทุกฉบับพร้อมใจกันมอบตำแหน่งเพื่อนสนิทให้ ไดกิยิ้มเรื่อยเปื่อยขณะฟังยูริต่อว่ายูยะโดยที่ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมอะไรในบทสนทนานั้น 




อยากตามไปก็รีบไปเถอะน่า ทำหน้าเหมือนถูกบังคับให้อยู่ ชั้นเห็นแล้วหงุดหงิด




ผมหันไปมองหน้าไดกิที่ยังยิ้มกว้างฟังยูยะกับยูริเถียงกันไปมา ผมนิ่งอยู่พักหนึ่งให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด คำพูดขวานผ่าซากแบบนั้นไม่ได้ออกมาจากปากยูริ แต่เป็นไดกิที่เหลือบมองมาทางผมน้อยๆขณะรอยยิ้มยังไม่ทิ้งจากริมฝีปาก กระแสบางอย่างในดวงตาของไดกิบอกกับผมว่าเขาเบื่อกับเรื่องนี้เต็มที


ผมเค้นเสียงหัวเราะผ่านลำคอก่อนจะคว้ากระเป๋าที่วางบนโต๊ะ หันไปขอโทษกับฮิคารุคุงและยาบุคุงที่เป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องเนื้อย่างในวันนี้  เอ่ยลาสมาชิกในวงลวกๆแล้วผละออกไปจากห้อง



ตอนนี้ 'เขา' จะไปถึงสถานีรึยังนะ?



เส้นทางกลับบ้านที่เคยเดินด้วยกันเป็นประจำ  ผมทำได้แค่วิ่งไปตามที่จดจำได้ แม้ว่าเราจะกลับด้วยกันบ่อยครั้งเพราะบ้านอยู่ทางเดียวกัน แม้กระนั้น...


ทั้งที่ทางไปบ้านผมควรจะขึ้นรถที่ป้ายแรกหลังออกจากสถานี แต่ทำไมผมถึงเดินไปกับยามะจังจนถึงป้ายรถที่ไกลที่สุดแล้วบอกลา?


บางทีผมอาจจะเข้าใจมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่กล้าพอที่จะยอมรับ  ได้แต่บอกปัดความรู้สึกของตัวเองเรื่อยมา แล้วใช้ยูริเป็นจุดเบี่ยงเบนความสนใจ ทั้งๆที่ผมรู้ตัวเองดี...





ผมไม่เคยทำได้





.




.



ผมหยุดวิ่ง โก่งตัวงอหอบหายใจเอาอากาศเย็นจัดของต้นฤดูใบไม้ร่วงเข้าเต็มปอด ท่ามกลางผู้คนมากมายและแสงไฟที่ประดับประดาไปทั่วทุกทิศทาง 'เขา' ยืนอยู่ตรงนั้น ตรงสี่แยกที่สัญญาณไฟเป็นสีแดง แผ่นหลังใต้แจ็กเก็ตตั้งตรง มือข้างขวาถือไอพ็อต เสี้ยวหน้าต้องกับแสงไฟ พวงแก้มระเรื่อสีอ่อนจากอากาศเย็นจัดไม่ต่างจากริมฝีปาก ดวงตาเหม่อมองออกไปไกลราวกับโลกทั้งใบมีเพียงตัวเขา เป็นท่าทางเวลายืนรอของเขาที่ผมคุ้นเคย - - ผมเผลอยิ้มออกมาเมื่อรู้ว่าตรงจุดนี้ยามะจังยังไม่เปลี่ยนไป


ผมก้าวเข้าไปยืนข้างๆ  และดูท่าว่ายามะจังเองไม่ได้รู้สึกตัวเลยสักนิด เป็นเรื่องน่ายินดีที่ทำให้ผมสามารถลอบมองเสี้ยวหน้าที่หันไปอีกทางของอีกฝ่ายได้อย่างที่ผมพึ่งรู้สึกตัวว่าตัวเองชอบมันมากแค่ไหน



ผมควรจะดึงความสนใจจากเขาหรือเปล่า?  หรือควรจะเดินตามไปเงียบๆ? 

ผมไม่รู้ว่าตัวเองจะทำให้เขาไม่พอใจไหม?  ผมไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง...



.




.



“อากาศหนาวแล้วเนอะ”


สุดท้ายก็ตัดสินใจแสดงตัวออกไปให้ยามะจังรู้ เขาหันหน้ามาอย่างงงๆก่อนที่ดวงตากลมคู่นั้นจะเบิกกว้างขึ้น ผมยิ้มให้ขณะที่ยามะจังมีท่าทีไม่แน่ใจ เขาถอดหูฟังออกข้างนึงดวงตากลมกระพริบเหมือนคิดว่าตัวเองตาฝาด 


“ทำไมนายมาอยู่ที่นี่...ชั้นหมายถึง...แล้วเนื้อย่าง?”


“นายผอมลงเยอะเลย” ผมไม่ตอบคำถาม เพียงแค่เอ่ยทักในสิ่งที่ผมอยากจะพูดกับเขาตรงๆ พูดโดยไม่มีคนในวงพูดแทรกเหมือนที่ต้องทำมาตลอดสามเดือน


“เป็นคำสั่งน่ะ...”  ยามะจังตอบขณะที่สีหน้ายังคงเต็มไปด้วยคำถาม เขาทำท่าจะพูดอะไร
บางอย่าง “นา...”


“ช่วงนี้นายได้นอนบ้างรึเปล่า ฉันพึ่งเห็นตารางงานของนายจากผู้จัดการ คิวแน่นจนฉันเหนื่อยแทน”


“ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ...นากาจิม่า นายยังไม่ได้ตอบคำถาม”


“วันนี้ตอนอัดรายการฉันก้าวเท้าผิดจังหวะด้วยนะ เกือบไปเหยียบเท้าเคโตะแหน่ะ”


“นากาจิม่า”


“อ๋อ! แล้วก็ฟุตบอลแม็ชเมื่อวานน่ะนายได้ดูรึเปล่า?”


ยูโตะคุง!


เสียงนุ่มตวาดออกมาเรียกสายตาผู้คนรอบข้างให้หันมองอย่างสนใจ ยามะจังยกมือขึ้นปิดปากเหมือนพึ่งระลึกได้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป แล้วจึงมองผมอย่างหงุดหงิด ผมได้แต่ยิ้มให้กับท่าทีที่เป็นธรรมชาติแบบนั้น



“ยิ้มอะไร?” ถ้อยเสียงของเขาห้วนจัด


“นึกว่านายจะไม่เรียกแบบนั้นแล้วซะอีก” ผมตอบไปตามที่คิด ดวงตากลมของยามะจังเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยขณะที่หัวคิ้วของเขาจะขมวดเข้าหากัน พร้อมกับดวงตาคู่นั้นที่หลุบลงกรอกไปทางซ้ายทีขวาที ไม่นานริมฝีปากสีแดงของเขาก็เหยียดยิ้มออกมา 


“นั่นสิ...ฉันไม่ควรเรียกแบบนั้น” ยามะจังพึมพำอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างจากจังหวะก้าวเดินของเขา ผมที่ตกใจจึงเผลอคว้าข้อมือเขาไว้



ความจริงที่ทำให้ผมสะดุด ข้อมือของยามะจังเล็กถึงขนาดนี้เชียว?



“ถ้าไม่มีธุระอะไร นายก็ควรจะไปกับพวกฮิคารุคุงนะนากาจิม่า” น้ำเสียงเรียบเฉยกับดวงตาที่จ้องตรงมานิ่งงัน นี่คือยามะจังที่ผมรู้จักในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา ข้อมือเล็กออกแรงขืนจากมือของผมถึงจะไม่รุนแรงแต่รู้สึกได้


“ฉันจะไปก็ต่อเมื่อมีนายอยู่ที่นั่นเท่านั้นแหละยามะจัง” ผมตอบออกไปเสียงอ่อนพร้อมกับปล่อยมือจากเขา ยามาดะ เรียวสุเกะเป็นคนดื้อ การใช้กำลังมีแต่จะทำให้เขาเดือดหนักกว่าเก่า วิธีใช้น้ำเย็นเข้าลูบจึงเป็นสิ่งที่ผมถนัดที่สุดตั้งแต่รู้จักคนตรงหน้ามา


เขาเบือนหน้าหนีไปอีกทาง สีแดงที่เข้มขึ้นบนแก้มของยามะจัง ไม่รู้ว่าผมตาฝาดหรือเข้าข้างตัวเองว่ามันมาจากประโยคเมื่อครู่ จะอย่างไรก็ตาม การที่เขาไม่เดินหนีจากไปมันทำให้ผมดีใจได้มากกว่า




“กลับบ้านกันเถอะ” 


ผมยิ้มให้เขาก่อนจะโยนถุงร้อนที่พกติดมาให้ ยามะจังยกมือขึ้นรับตามสัญชาตญาณขณะที่ดวงตายังเจือไปด้วยกระแสสงสัย

“นายไม่ชอบพกถุงมือ แต่มือเย็นเป็นประจำ” ผมตอบคำถามที่เขาอยากรู้แต่ไม่ได้เอ่ยออกมาให้ยามะจังชักสีหน้าหงุดหงิดอย่างคนโดนรู้ทันเช่นทุกที แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเก็บถุงร้อนที่ผมพึ่งให้ไปซุกลงกระเป๋าเสื้อเช่นเดียวกับมือทั้งสองข้าง



“ความใจดีของนายมันฟุ่มเฟือยชะมัด”




คำต่อว่าของเขาที่ผมทำได้แค่ยิ้มรับ พวกเราเดินเคียงข้างกัน ยามะจังเพียงแค่เหลือบมองผมก่อนจะถอนหายใจออกมา แล้วรอยยิ้มอ่อนก็วาดขึ้นบนริมฝีปากของเขาอย่างช้าๆ 


“...แต่ก็สมเป็นนายดี”


ดวงตากลมที่มองตรงมาทำให้หัวใจเต้นผิดไปหนึ่งจังหวะ เป็นชั่ววินาทีที่ผมอยากจะดึงยามะจังเข้ามากอดไว้ แต่กลับทำได้แค่กำมือเข้าหากันแน่นและหัวเราะออกไปอย่างเคย


“ชั้นนึกว่านายจะพูดว่าเกลียดตรงจุดนั้นซะอีก”

“นั่นสินะ  น่าหมันไส้น้อยอยู่เมื่อไหร่...”




“.......”





“....”






“...เข้าใจผิดแล้วนากาจิม่า ยูโตะคุง”




“…”






ชั้นไม่เคยเกลียดนาย...ไม่เคยทำได้สักที



ได้ยินเสียงหัวใจเต้นแรงจนหูอื้อ ผมได้เพียงแค่จ้องมองเสี้ยวหน้าหวานที่ติดรอยยิ้มบางเบา ในขณะที่ภาวนาให้ช่วงเวลาที่ผมได้อยู่ข้างๆเขาบนขบวนรถไฟนี้ยาวนานไม่มีที่สิ้นสุด ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการจ้องมองยามาดะ เรียวสุเกะอย่างไม่รู้เบื่อ... ผมพึ่งรู้สึกตัวว่าคิดถึงเขาแค่ไหน


"ถามอะไรหน่อยได้ไหม?"


"อะไรล่ะ?"


"ทำไมอยู่ดีๆชั้นถึงกลายเป็น 'นากาจิม่า' ?"


ถ้าผมมองไม่ผิดราวกับอีกฝ่ายสะดุดลมหายใจไปครู่หนึ่ง ยามะจังเงียบก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆแล้วเอ่ยตอบราวกับสิ่งที่ผมถามเป็นเรื่องไร้สาระ


"ก็นายเป็น 'นากาจิม่า' ไม่ใช่หรือไง"


"นายก็รู้ว่าชั้นไม่ได้หมายถึงแบบนั้น"


"ตรงไปตรงมาเสมอเลยนะ หัดอ้อมมั่งได้ไหม"


ผมรู้ว่าการถามออกไปแบบนั้นไม่ตรงกับนิสัยของเขา หัวคิ้วที่ขมวดเข้าหากันอย่างคนที่ทำเป็นหงุดหงิดนั้นทำให้ผมยิ้มออกมาน้อยๆ


"โทษที"


"ไม่ยกโทษให้หรอก"



แทนที่บทสนทนาด้วยความเงียบที่เนิ่นนาน ก่อนเสียงประกาศตามสายที่บอกป้ายหยุดของสถานีถัดจะไปดังแหวกความเงียบบนขบวนรถไฟที่เกือบจะร้างผู้คนด้วยเวลาที่ล่วงเลยเวลากลับบ้านปกติมามากโข ผมได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะในอก สังเกตเห็นฝ่ามือเล็กที่กำเข้าหากันบนหน้าขา และสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ดูจะอึดอัดขึ้นระหว่างเรา


บางทีผมอาจถามหาคำตอบเร็วเกินไป บางทีผมควรเป็นฝ่ายเฝ้ารอจนกว่าจะถึงเวลาที่ยามะจังพร้อมจะบอกอย่างที่เคยเป็นมาโดยตลอด …แม้ไม่อาจปฏิเสธว่ามันเป็นทางเลือกที่ทรมาน



บางทีผมก็สงสัยว่าตัวเองจะมีวันขัดใจเขาได้สักครั้งไหม



"วันนี้ชั้นไปส่งนายที่บ้านได้ไหม?"


ยามะจังหันมามองผมอีกครั้งหลังจากที่ผมเอ่ยออกไป ดวงตากลมของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง  ขณะที่ริมฝีปากอิ่มเผยอออกราวกับจะพูดอะไรบางอย่างก่อนจะเม้มเข้าหากัน


"นายจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร"

"ชั้นคิดถึงยามะจัง อยากอยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกนิด ฉันที่พูดตรงเกินไปแบบนี้ทำให้ลำบากใจรึเปล่า?"


คำพูดของผมทำให้เขาหัวเราะออกมาแผ่วเบา ฟังดูราวกับเสียงสะอื้น ยามะจังสูดลมหายใจเข้าลึกพลางเสยผมขึ้นอย่างไม่มั่นคง หน้ากากของเขาปริร้าว ผมภาวนาไม่ให้ผมคิดไปเอง ว่าผมเข้าใจ สาเหตุที่ยามะจัง เป็นแบบนี้เพราะอะไร



"…เก่งเรื่องให้ความหวังหรือไง? ชั้นเริ่มไม่แปลกใจแล้วว่าทำไมคนล้นอย่างนายถึงได้ป๊อบปูล่าในหมู่ผู้หญิงนัก"



น้ำเสียงของยามะจังสั่นเครือให้ผมยิ่งรู้สึกแย่กับสิ่งที่ตัวเองทำในช่วงก่อนสามเดือนที่ผ่านมา ทั้งที่รู้ดีว่าคนแบบเขาต้องใช้ความกล้าแค่ไหนในการบอกชอบผู้ชายอีกคน แม้จะด้วยการกระทำที่อ้อมค้อมที่สุด แต่เพราะเรารู้จักกันดี ดีจนเกินไปที่ยามะจังรู้ว่าผมรู้ว่าเขาทำไปเพราะอะไร

ใช่…แม้ว่าในสายตาคนอื่นเราจะไม่ได้สนิทกัน แต่ผมกลับ...



"ชั้นไม่เคยใช้คำพูดพวกนี้กับใคร"

"'ถ้าอย่างนั้นชั้นควรจะเข้าใจการที่นายห่างไปสนิทกับจิเน็น จนเรียกกันด้วยชื่อต้นยังไง?"


ความจริงถูกเผยออกพร้อมกับหน้ากากของยามะจังที่พังทลาย แต่เขาไม่ได้ร้องไห้ ไม่มีน้ำตา แม้ปลายจมูกและขอบตาจะแดงก่ำ



ได้ยินเสียงความอดทนที่ขาดสะบั้น ผมรั้งตัวยามะจังเข้ามากอดไว้



เขาอยู่ในสภาพอ่อนแอและสับสนเกินกว่าจะต่อต้าน เสียงหัวใจของผมเต้นแรงขึ้นพร้อมๆกับรู้สึกถึงแรงบีบรัดภายในที่ทำให้หายใจลำบาก ผมกำลังทรมานที่ทำให้เขาเจ็บปวดพร้อมๆกับยินดีที่ยามะจังเป็นแบบนี้เพราะผม แรงขืนน้อยๆจากเขาทำให้ผมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น แน่นพอที่จะได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นดังคล้ายกับของผม


"ชั้นทำเพราะไม่อยากมีความหวัง...หลายคนสนิทกับยามะจังมากกว่าชั้น ดีกว่าชั้น ถ้ายามะจังรู้สึกตัวทีหลังว่ามันแค่ความหลง ถึงตอนนั้นชั้น... "

"อย่าดูถูกความรู้สึกชั้นนากาจิม่า ยูโตะ"


สัมผัสชื้นและแรงทุบหนักๆบนอกเสื้อทำให้ผมหัวเราะออกมาแผ่วเบา แม้จะเจ็บตัวไปบ้างแต่ผมก็โล่งอกเมื่ออีกฝ่ายหยุดดิ้น


"ขอโทษ..."

"ไม่ยกโทษให้หรอก"


โชคดีที่ไม่มีใครนอกจากเราในขบวนรถ ผมจึงไม่ต้องกังวลว่ารูปของเราจะไปอยู่หน้าปกของนิตยสารซุบซิบดาราฉบับพรุ่งนี้ ยามะจังดันตัวเองออกเช่นเดียวกับผมที่คลายอ้อมกอดให้เขาเป็นอิสระ ยามะจังที่ยกมือขึ้นปาดน้ำตาลวกๆนั้นน่าเอ็นดูกว่าใครทุกคน เขาเป็นคนเอาแต่ใจ และไม่ได้อ่อนหวาน มันควรจะเป็นอย่างนั้นในเมื่อเขาไม่ใช่ผู้หญิง
 
แต่ถึงอย่างนั้นยามะจังก็น่ารักที่สุดในสายตาของผม


ผมยกมือขึ้นปาดคราบน้ำตาที่เหลือบนแก้มนุ่มที่ระเรื่อสีอ่อน นึกอยากฝังจมูกลงบนผิวเนื้อนุ่มหอมกรุ่นใจแทบขาด แต่ก็ต้องยั้งไว้ เพราะแค่นี้ยามะจังก็ตำหนิผมในฐานะคนของประชาชนจะแย่อยู่แล้ว ผมจึงได้แค่ไล้นิ้วสัมผัสบนแก้มเขาอยู่อย่างนั้น



"นายไม่รู้หรอกว่าชั้นรักนายแค่ไหน เรียวสุเกะ"




ผมขยับยิ้มกว้างเมื่อผิวแก้มที่สัมผัสพลันร้อนจัด มือเล็กปัดมือผมออกไม่เบานักก่อนจะแยกเขี้ยวใส่ ประจวบกับรถไฟที่หยุดลงที่สถานีมาจิดะ ทำให้เรียวสุเกะลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง


"คิดว่าชั้นจะเชื่อง่ายๆหรือไง? ดูละครมากไปรึเปล่า"


เรียวสุเกะพึมพำพลางก้าวไวๆออกจากรถไฟให้ผมก้าวตามไปกระซิบคำตอบข้างใบหูที่ขึ้นสีจัด



"จะพิสูจน์ให้ดู... แล้วอย่ามาโวยวายทีหลังแล้วกัน"




คำพูดที่ทำให้เรียวสุเกะผู้เกลียดความพ่ายแพ้หยุดเดิน ใบหน้าหวานเชิดขึ้นทั้งที่ยังไม่ทิ้งสีระเรื่อบนสองแก้ม ริมฝีปากสีสดยกยิ้มท้าทายให้ผมหัวเราะตอบกลับไป



"แล้วจะคอยดูว่านายจะแน่สักแค่ไหนยูโตะคุง"






ผมรักยามาดะ เรียวสุเกะจริงๆให้ตายเถอะ





------ END ------



ดูจากสถานการณ์ในเรื่องแล้วทุกคนคงพอจะเดาออกว่าเราแต่งเรื่องนี้ไว้นานมากแล้ว(ฮาาา)
แต่อยู่ดีๆก็หมดไฟไปเฉยๆ หาวิธีจบไม่ได้ ค้างเติ่งที่กลางเรื่องอยู่นาน
มาคุ้ยเจอช่วงมีอะไรให้ฟินแบบต่อเนื่องเลยต่อจนจบจนได้ จริงๆเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลมาจาก
ที่ช่วงนึงยามะจังเรียกยูโตะว่า นากาจิม่า ในนิตยสาร บวกกับจู่ๆน้องก็ผอมลงจนน่าตกใจ
จึงทำให้ติ่งอย่างเรามโนออกมาเป็นแบบนี้นะคะ


พึ่งกลับมาตามจั้มพ์จริงจังอีกครั้งเมื่อไม่นานมานี้ข้อมูลอาจผิดพลาด



ชอบไม่ชอบยังไงติชมกันได้นะคะ ยินดีเสมอค่ะ ^ ^

edit @ 7 Oct 2013 22:13:03 by Niez

edit @ 10 Mar 2015 19:35:04 by Niez