[One Shot - HSJ] N A M E

posted on 07 Oct 2013 21:27 by sugarpott in FanFiction directory Fiction, Asian
//ทำความสะอาดใหญ่
ไม่ได้อัพนานมากกก ครั้งนี้กลับมาด้วยความติ่งจอห์นนี่แบบสุดจิตสุดใจ(ขำ)

ดีใจที่ตัวเองเป็นแม่ยกคู่ นากายามะ แห่ง HSJ 
เล่นเซอร์วิสกันออกนอกหน้าตลอดเวลาจนอยากจะออกเงินค่างานแต่งให้(ฮาาาา)
ขอบคุณน้องๆที่ทำให้ป้าฟินฯได้แบบไม่ต้องมโนฯเลยสักนิด TT/////////TT

ว่าแล้วก็เชิญทัศนาค่ะ




Hey! Say! Jump [One Shot]

Title : N A M E


Author : Niez (user hsjthailand : P.Niez)


Pairing : Nakajima Yuto x Yamada Ryosuke


Genre : Angst, Romance


Rate : Shonen-ai ใสกิ๊ง!



-----------------


ยามาดะ เรียวสุเกะที่พวกคุณรู้จักเป็นยังไง?
เป็นคนเท่ อีกทั้งยังน่ารัก ฉลาด ขี้เล่น เกลียดความพ่ายแพ้แต่ก็เป็นกันเอง...?


ครั้งหนึ่งผมก็เคยรู้จักยามาดะ เรียวสุเกะที่เป็นแบบนั้น



แต่ว่ามันก็ดูเหมือนกับว่า...นานมาแล้ว




.





.




“วันนี้ขอบคุณมากครับ!”



เสียงที่ดังจากบรรดาทีมงานดึงทั้งความคิดและสายตาของผมจาก  'ยามาดะ เรียวสุเกะ'  ที่กำลังยิ้มตอบรับให้กับคำขอบคุณนั้นไม่ต่างจากบรรดาเพื่อนร่วมวงคนอื่นๆ  ก่อนที่พวกเราเฮย์เซย์จะพากันเดินกลับห้องแต่งตัว  เสียงพูดคุยดังจอแจเช่นทุกครั้ง  ผมหันไปฟังเคโตะบ่นเรื่องที่เขาเอาชนะบอสในเกมส์ใหม่ไม่ได้  หันคุยกับยาบุคุงเรื่องเพลงใหม่  หรือกระทั่งยีหัวยูริที่โวยวายเหมือนทุกที 


ขณะที่เคโตะหันไปคุยเรื่องการสอบในมหาวิทยาลัยที่กำลังใกล้เข้ามากับอิโนะจังที่บ่นอะไรสักอย่างเกี่ยวกับวิชาภาษาอังกฤษ  ฮิคารุคุงพูดเรื่องกีต้ากับทาคาคิและยาบุคุงอย่างออกรสชาติ ไดกิกำลังอวดรองเท้าคู่ใหม่กับยูริที่เอ่ยปากถามถึงมัน มีเพียงคนเดียวที่เอาแต่เดินก้มหน้า  เช็คอะไรบางอย่างในมือถือโดยไม่มีความคิดจะพูดคุยกับใคร - - ยามาดะ เรียวสุเกะ



.




.



“ยามะจังจะไปแล้วหรอ?”

เสียงของยูริร้องเรียกออกมา  แม้จะไม่ได้ดังมากจนดึงความสนใจจากทุกคน แต่ก็มากพอจะเรียกสายตาของเพื่อนร่วมวงบางคนให้หันไปมองเจ้าของนามที่ถูกเรียกเอาไว้อยู่ดี


“อือ...พอดีมีธุระน่ะ”


ยามะจังอยู่ในชุดเสื้อยืดสีขาวกางเกงยีนสีซีด สวมทับด้วยเจ็กเก็ตสีแดงลายสก็อต และผ้าพันคอสีเข้มเหมือนขามา ขณะที่มือกระชับอยู่บนเป้สีดำใบเดิมที่ใช้มานานหลายปีคนนั้นเอ่ยตอบเสียงเบา เสียงทุ้มนุ่มราบเรียบแตกต่างจากกระแสที่สดใสร่าเริงยามออกสื่อ แต่ถึงกระนั้นก็ยังน่าฟังในความคิดของผม


ยูริยู่หน้าลงเหมือนจะไม่พอใจในคำตอบที่ได้เท่าไรนัก


“ทั้งๆที่ก่อนเริ่มรายการก็นัดกันไว้ทั้งวงแล้วว่าเสร็จจากนี้จะไปถล่มร้านเนื้อย่างแท้ๆ”


“อ่า...โทษที  ไว้คราวหน้าจะไม่เบี้ยวแน่ๆ”


การปฏิเสธร้านเนื้อย่างที่เจ้าตัวโปรดปรานก็ดูจะผิดธรรมชาติมากพออยู่แล้ว ถึงกระนั้นกลับไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมาสักคำ ยามะจังลูบหัวเจ้าตัวเล็กที่ทำท่าเหมือนงอนนั้นเบาๆ  รอยยิ้มอ่อนบนริมฝีปากกับน้ำเสียงนุ่มนวลทำให้ยูริพยักหน้ายอมให้ในที่สุด - - ผมไม่รู้ว่าจะมีใครที่ยูริยอมลงให้ได้เท่าเขาอีกมั้ย


จะด้วยอะไรก็ช่างผมถึงได้หลุดปากออกไป  ผมเพียงแค่อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในบทสนทนากับยามาดะ เรียวสุเกะ ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งผมเคยเรียกเขาว่า 'ยามะจัง' เหมือนอย่างที่ยูริหรือคนอื่นๆเรียก


“อะไรกันยูริ ทีกับชั้นนายยังไม่เคยทำตัวน่ารักแบบที่ทำกับยามาดะเลยสักนิด เห็นแล้วน่าน้อยใจชะมัด”


“ก็ยูตี้ไม่น่ารักเหมือนยามะจังนี่”


“โหดร้าย~ เดี๋ยวนี้นายเป็นพวกสองมาตรฐานหรอ”


“ชั้นไปนะ”


เสียงทุ้มนุ่มนั้นเอ่ยตัดบทก่อนเจ้าตัวจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้อง ท่าทีที่ทำให้ทั้งผมทั้งยูริชะงัก เสียงฝีเท้าดังไกลออกไป ผมได้เพียงแต่จ้องมองกรอบประตูห้องนิ่งงัน ในหัวของผมเต็มไปด้วยคำถามมากมายที่ไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากที่ไหน  กระทั่งรู้สึกถึงแรงดึงเบาๆที่แขนเสื้อและพบยูริที่มองมาด้วยสายตาเป็นห่วง ท่าทางที่ทำให้ผมต้องยิ้มออกมาเหมือนเคย


“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ”


“ยูโตะบอกว่าใช้เวลาไม่นาน แต่นี่มันสามเดือนแล้วนะ แล้วยังจะ 'ยามาดะ' ที่ใช้นั่นมันอะไรล่ะ”



คำถามนั้นผมเองก็อยากรู้เหมือนกัน...


อยู่ๆก็ไม่มองหน้า  อยู่ๆก็ถูกตีตัวออกห่าง 
ทั้งที่ผมเองยังไม่เข้าใจว่าตัวเองทำอะไรให้เขาโกรธ




ทุกครั้งที่เอ่ยถามมีแต่คำว่า “ไม่มีอะไร” ตอบกลับมาซ้ำๆ กับชื่อเรียกที่เปลี่ยนไปเป็น “นากาจิม่า
ทุกครั้งราวกับถูกทุบด้วยค้อนหนักที่ทำให้สมองอื้ออึง วูบโหวงด้วยความว่างเปล่าในน้ำเสียงของยามะจัง



'นากาจิม่า'  ที่ผมไม่อาจทำใจให้ชินได้สักที...



“พอแล้วน่าจิเน็น” เสียงที่เอ่ยปรามเป็นของทาคาคิ ยูยะ อีกคนนึงที่สามารถปราบพยศยูริลงได้ ผมรู้แค่ว่ายูริแอบชื่นชมในตัวของรุ่นพี่คนนี้อยู่ไม่น้อย ไม่ต่างจากที่ทาคาคิเอ็นดูยูริ แต่ความสัมพันธ์จริงๆของสองคนเป็นยังไงผมไม่รู้ ไม่ใช่ว่าไม่ใส่ใจ  ...ผมแค่มีคนที่ตัวเองให้ความสนใจมากกว่าพวกเขา




คนที่ทำตัวเย็นชามาตลอดสามเดือนที่ผ่านมา...





“อะไรๆ สามคนนี้มีเรื่องสนุกอะไรกันหรอ??” เสียงร้องเรียกอย่างร่าเริงนั้นเป็นของอาริโอกะ ไดกิ คนที่ผมคิดว่าเป็นคนที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังการกระทำของยามาดะทั้งหมดแต่กลับปิดปากเงียบและทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว คนที่ตรงรี่เข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้างอย่างทุกที แขนของไดกิพาดลงบนบ่าของผมโดยไม่เอ่ยขอกระทั่งคำอนุญาต ผมชินซะแล้วกับสิ่งที่รุ่นพี่คนนี้เป็น ถึงอย่างนั้นก็ยังอดหงุดหงิดนิดๆไม่ได้  กับคนที่พักนี้สนิทกับยามะจังจนนิตยสารทุกฉบับพร้อมใจกันมอบตำแหน่งเพื่อนสนิทให้ ไดกิยิ้มเรื่อยเปื่อยขณะฟังยูริต่อว่ายูยะโดยที่ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมอะไรในบทสนทนานั้น 




อยากตามไปก็รีบไปเถอะน่า ทำหน้าเหมือนถูกบังคับให้อยู่ ชั้นเห็นแล้วหงุดหงิด




ผมหันไปมองหน้าไดกิที่ยังยิ้มกว้างฟังยูยะกับยูริเถียงกันไปมา ผมนิ่งอยู่พักหนึ่งให้แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้หูฝาด คำพูดขวานผ่าซากแบบนั้นไม่ได้ออกมาจากปากยูริ แต่เป็นไดกิที่เหลือบมองมาทางผมน้อยๆขณะรอยยิ้มยังไม่ทิ้งจากริมฝีปาก กระแสบางอย่างในดวงตาของไดกิบอกกับผมว่าเขาเบื่อกับเรื่องนี้เต็มที


ผมเค้นเสียงหัวเราะผ่านลำคอก่อนจะคว้ากระเป๋าที่วางบนโต๊ะ หันไปขอโทษกับฮิคารุคุงและยาบุคุงที่เป็นตัวตั้งตัวตีเรื่องเนื้อย่างในวันนี้  เอ่ยลาสมาชิกในวงลวกๆแล้วผละออกไปจากห้อง



ตอนนี้ 'เขา' จะไปถึงสถานีรึยังนะ?



เส้นทางกลับบ้านที่เคยเดินด้วยกันเป็นประจำ  ผมทำได้แค่วิ่งไปตามที่จดจำได้ แม้ว่าเราจะกลับด้วยกันบ่อยครั้งเพราะบ้านอยู่ทางเดียวกัน แม้กระนั้น...


ทั้งที่ทางไปบ้านผมควรจะขึ้นรถที่ป้ายแรกหลังออกจากสถานี แต่ทำไมผมถึงเดินไปกับยามะจังจนถึงป้ายรถที่ไกลที่สุดแล้วบอกลา?


บางทีผมอาจจะเข้าใจมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่กล้าพอที่จะยอมรับ  ได้แต่บอกปัดความรู้สึกของตัวเองเรื่อยมา แล้วใช้ยูริเป็นจุดเบี่ยงเบนความสนใจ ทั้งๆที่ผมรู้ตัวเองดี...





ผมไม่เคยทำได้





.




.



ผมหยุดวิ่ง โก่งตัวงอหอบหายใจเอาอากาศเย็นจัดของต้นฤดูใบไม้ร่วงเข้าเต็มปอด ท่ามกลางผู้คนมากมายและแสงไฟที่ประดับประดาไปทั่วทุกทิศทาง 'เขา' ยืนอยู่ตรงนั้น ตรงสี่แยกที่สัญญาณไฟเป็นสีแดง แผ่นหลังใต้แจ็กเก็ตตั้งตรง มือข้างขวาถือไอพ็อต เสี้ยวหน้าต้องกับแสงไฟ พวงแก้มระเรื่อสีอ่อนจากอากาศเย็นจัดไม่ต่างจากริมฝีปาก ดวงตาเหม่อมองออกไปไกลราวกับโลกทั้งใบมีเพียงตัวเขา เป็นท่าทางเวลายืนรอของเขาที่ผมคุ้นเคย - - ผมเผลอยิ้มออกมาเมื่อรู้ว่าตรงจุดนี้ยามะจังยังไม่เปลี่ยนไป


ผมก้าวเข้าไปยืนข้างๆ  และดูท่าว่