[KnB] In Between of Parallel Sky III

posted on 13 Nov 2012 22:03 by sugarpott in FanFiction directory Fiction

 

Kuroko no Basket Fiction
 
Title : In Between of Parallel Sky 
 
Chapter : III
 
Pairing : Aomine x Kise
 
Rate : PG-13 (อาจมีปรับขึ้นในภายภาคหน้า)

ไม่ได้พรูฟอะเกนค่ะ~

-----------------------------




เสียงลั่นของชัตเตอร์และแสงแฟรชที่วูบเข้านัยน์ตา  คิเสะในชุดสูทคอลเล็คชั่นใหม่ที่ติดกระดุมเสื้อตัวในไว้อย่างไม่เรียบร้อยยืนอยู่ตรงหน้ากล้อง  ทั้งห้องถูกดับไฟมีเพียงแสงจากหน้าจอแสดงภาพ  และบริเวณฉากที่เขายืนแต่ว่านั่นก็มากพอให้เห็นสภาพแวดล้อมในสตูดิโอขนาดย่อมนี้  ในห้องที่เต็มไปด้วยบรรดาทีมงานมีเพียงเสียงพูดคุยกันแผ่วๆของคนที่ทำหน้าที่เดียวกัน

 

การนั่งคร่ำครวญให้กับอดีตไม่เคยช่วยอะไร

สิ่งที่ทำได้มีแต่ต้องเดินหน้าต่อไปเท่านั้น

 

"ทีนี้ปัดผมคาโอริจังออก  ลดหน้าลงไปใกล้ๆแล้วมองมาทางนี้  ขออารมณ์เซ็กซี่ๆนะ”

  

ข้างกายเขาเป็นนางแบบรุ่นพี่แก่ประสบการณ์  เธอไม่ใช่คนสวยจนทำให้ต้องมองตาค้าง  หากมีสเน่ห์ที่ทำให้คนที่เดินผ่านต้องหันกลับมามองซ้ำแล้วซ้ำเล่า  และท้ายที่สุด...จะไม่อาจละความสนใจไปจากเธอได้

 

...จะว่าไปก็คล้ายกับอาโอมิเนจจิอยู่นิดหน่อย  

 

คิเสะกลืนความรู้สึกบางอย่างลงไป  นี่เป็นเวลางาน  เขาไม่ควรเอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง  


คิเสะสะบัดหัวน้อยๆก่อนจะรั้งร่างของหญิงสาวเข้ามาหาตัวอย่างสุภาพ  เขาพึมพำขออนุญาติก่อนจะวางมือลงผนแผ่นหลังเปลือยที่พ้นชุดราตรีออกมา  มือเรียวสวยที่ตัดแต่งเล็บไว้เป็นอย่างดีของอีกฝ่ายวางทาบลงบนเสื้อสูทบริเวณแผ่นอกของเขา  คิเสะเกี่ยวเอาเรือนผมยาวสีดำสนิทรวบไว้ด้วยนิ้วมือข้างที่ว่าง  ก่อนจะลดใบหน้าลงใกล้ใบหน้าของนางแบบรุ่นพี่  แล้วจึงเหลือบตามองกล้องพร้อมแย้มรอยยิ้มขึ้นบางเบาบนมุมปาก


เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่ไฟในห้องจะถูกเปิดขึ้นพร้อมเสียงร้องขอบคุณจากบรรดาทีมงาน  คิเสะโค้งให้นางแบบสาวตรงหน้า  พูดคุยกันไม่กี่ประโยคก่อนจะขอตัวออกมา

 

"วันนี้ทำอารมณ์ได้ดีนะ  ตอนที่มือแตะหลังคาโอริซังทำเอาใจเต้นเลยล่ะ” 

 

"เกินจริงไปหน่อยรึเปล่าครับอายะจัง”  อายะจังหรือชื่อเต็มว่าอายาโตะ  ช่างแต่งหน้าสาวประเภทสองร่างใหญ่ที่รับผิดชอบดูแลเขามาตั้งแต่เริ่มถ่ายแบบแรกๆยกนิ้วชี้ขึ้นส่ายไปมาพาหรี่ตาลงยิ้มๆ

 

"ต๊าย~!! ระดับนี้ไม่ต้องเกินจริงหรอกจ้ะ  ทีมงานสาวๆในห้องนี่มองตาเยิ้ม  สตูดิโอนี่ร้อนจนทุกคนโบกพัดกันเป็นแถบๆเจ๊เห็นมาเองกับตา”

 

"แบบนั้นผมว่าแอร์เสียแล้วล่ะ”

 

มือประดับเล็บยาวที่เพ้นต์มาเป็นอย่างดีนั้นตีลงเบาๆบนไหล่ของเขาอย่างไม่จริงจัง  คิเสะหัวเราะให้กับคำของอีกฝ่ายที่กำลังจัดแจงล้างเครื่องสำอางออกจากหน้าของเขาก่อนถอนหายใจบางเอนหลังกับพนักพิงแล้วหลับตาลง

 

 

.

 

 


.

 

 

'อาโอมิเนจจิไม่มีทางโทรหาชั้นหรอก  แล้วชั้นจะได้เลิกคาดหวังว่าเขาจะโทรมาด้วย'

 

คิเสะบอกโมโมอิไปแบบนั้นเมื่ออีกฝ่ายถามว่าทำไมเขาต้องเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์  ในตอนนั้นเด็กสาวทำท่าเหมือนจะพูดอะไรออกมาแต่ก็เงียบไป  พอเขาจะปัดความสงสัยทิ้ง  โมโมอิก็จับมือทั้งสองข้างของคิเสะเอาไว้จ้องตรงเข้ามาในดวงตาของเขา

 

'ชั้นเชื่อใจคีจังนะ!'

 

'อ...อือ??'  คิเสะตอบรับอีกฝ่ายงงๆ  ก่อนที่ประโยคต่อมาจะทำให้เขานิ่งงัน

 

'ไดจังก็คงคิดเหมือนกัน  จริงๆแล้วเขาคงรอให้คีจังยกโทษให้เขาอยู่'   

 

คำพูดที่คิเสะได้เพียงแค่หัวเราะออกมา  เขาเลื่อนมือออกจากการกอบกุมของมือเล็ก  แล้วลูบเบาๆที่หลังมือนั้น  ไม่ว่าเมื่อไหร่...มือของโมโมอิก็ยังอบอุ่น  นั่นเป็นสิ่งที่คิเสะนึกขอบคุณอยู่เสมอ  ถ้าหากเขาจะต้องตกหลุมรักผู้หญิงสักคน  คนคนนั้นคงเป็นหญิงสาวตรงหน้าอย่างไม่ต้องสงสัย - - หากแต่เขาทำไม่ได้  ไม่อาจทำได้  บางทีคิเสะก็นึกหงุดหงิดตัวเองที่ยังรักได้แค่คนคนเดียวตลอดมา

  

'โมโมจจิเข้าใจผิดแล้ว...ชั้นไม่ได้โกรธอาโอมิเนจจิแล้วจะมีอะไรไปยกโทษให้เขาล่ะ'

 

'แต่ว่า...'

 

'เราเลิกคุยเรื่องนี้กันเถอะนะ'

 

เสียงเคาะเบาๆบนบานประตูห้องแต่งตัวทำให้คิเสะลืมตาขึ้น  เสียงอุทานเบาๆจากช่างแต่งหน้าของเขาทำให้คิเสะหันมองตาม  ราวกับหัวใจหยุดเต้นไปเสี้ยววินาทีที่คิเสะมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้เต็มตา  ใบหน้าที่เขาไม่มีทางลืม

 

 

"ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคิเสะคุง?”

 

 

เรื่องที่เกิดขึ้นในตอนนั้นคนที่รู้เรื่องมี้น้อยเสียจนนับหัวได้  และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคืออายะจังคนนี้  คนที่บังเอิญมาพบคิเสะในเช้าวันรุ่งขึ้นก่อนใครเพื่อน  คนที่กุลีกุจอพาเขาจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อยก่อนคนอื่นจะมาพบเข้าและสาบานว่าจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับ  ส่วนอีกคนก็คงเป็นผู้จัดการและเจ้าของเอเจนซี่ที่คิเสะทำงานอยู่  ผู้ซึ่งเมื่อรู้เรื่องราวทั้งหมดก็ปฏิเสธงานทุกชิ้นที่ตากล้องคนนี้เป็นผู้ดูแลแม้ว่านั่นจะหมายถึงการสูญเสียรายได้มหาศาลก็ตามที

  

'ขอโทษที่ทำให้เธอต้องมาเจอเรื่องแบบนี้'

 

ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องขอโทษ ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของพวกเขาสักนิด - - คิเสะยังจำได้ดีถึงสัมผัสของหญิงวัยกลางคนผู้ซึ่งชักชวนเขาให้ก้าวเข้ามาสู่วงการนายแบบ  ปลายนิ้วเรียวสั่นสะท้านยามที่มันแตะลงบนข้างแก้มของเขา  คิเสะจำได้ดีว่าในตอนนั้นเขาอยากจะร้องไห้แค่ไหน  แต่ถ้าทำแบบนั้นเขาคงทำให้ผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าร้องไห้ไปด้วย  ดังนั้นที่เขาสามารถตอบแทนความใจอ่อนโยนนั้นได้คือต้องเข้มแข็ง  

 

ถึงอย่างไรตัวเขาก็เป็นผู้ชาย  

พอแล้วสำหรับการปกป้องจากผู้อื่น

 

 

"คุณอยากคุยอะไรกับผมล่ะครับ? คาซึสะซัง”

 

 

คำขอโทษที่อีกฝ่ายเอ่ยย้ำฟังดูไร้น้ำหนัก  เฉกเช่นความรักเลื่อนลอยที่ตากล้องหนุ่มบอกเขาไม่ได้ทำให้คิเสะรู้สึกอะไรไปมากกว่าความว่างเปล่า  ก็ควรจะเป็นอย่างนั้นในเมื่อเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับอีกฝ่าย  

 

โกรธ?  เสียใจ?  ผิดหวัง?  ทั้งหมดเหมือนจะตายไปพร้อมๆกับความไว้ใจที่คิเสะเคยมอบให้  คิเสะไม่พูดหรือแสดงท่าทีใดๆจนกระทั่งคาซึสะทรุดตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเขา  ริมฝีปากสีอ่อนจึงขยับเปิดออกเป็นครั้งแรก

 

"คุณไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกครับคาซึสะซัง  เพราะผมไม่ได้โกรธ  ไม่ได้เกลียด  ถึงจะเข้าใจเหตุผลและความจริงใจของคุณ  แต่ผมไม่สามารถรู้สึกอะไรได้  ผมไม่ได้ลืมและไม่ยกโทษให้คุณ  หวังว่าคุณจะเข้าใจ”

 

คาซึสะเงยหน้าขึ้นมองเขาก่อนจะหัวเราะออกมาขื่นๆ  ชายหนุ่มลุกขึ้นจากพื้น  น้ำเสียงที่สั่นเครือหรือกระทั่งหยดน้ำที่สะท้อนอยู่ในดวงตา  ไม่ได้รับสิ่งใดตอบกลับไปมากกว่าความเงียบงัน  

 

"เธอคงจะรักคนคนนั้นมาก”  แม้จะเมามาย  แต่ในค่ำคืนนั้นคิเสะยังจำได้ดีว่าตัวเขาร้องเรียกชื่อใครบางคนซ้ำๆ

 

อาโอมิเนจจิ  อาโอมิเนจจิ

 


รัก... 

 ถ้าหากง่ายดายอะไรๆก็คงจะดีกว่านี้

 

 

คิเสะไม่ตอบเพราะเขารู้ว่าคาซึสะรู้คำตอบของมันดี  คิเสะไม่รู้ว่าตัวเองแสดงสีหน้าแบบไหนออกมา  ชายตรงหน้าจึงเพียงแค่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนแรงก่อนจะบอกลา  พร้อมกับคำพูดที่ว่าจะไม่พบกันอีก

บานประตูปิดลงพร้อมๆกับร่างคิเสะที่ทรุดลงกับพื้น  อายาโตะรีบวิ่งเข้ามาประคองเด็กหนุ่มไว้และก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไรคิเสะก็หัวเราะออกมา

  

 

"จบซะที...”

 

 

.

 

 

 

.

 

การอยู่ว่างๆมีแต่จะทำให้ยิ่งคิดถึงเรื่องของคิเสะมากขึ้นเท่านั้น  นอกจากบาสเก็ตบอลกับไมจัง อาโอมิเนะไม่มีความสนใจเรื่องอื่นๆอีก  การฝึกซ้อมที่โรงเรียก็มีแต่เรื่องน่าเบื่อน่ารำคาญ  ดังนั้นคำตอบของอาโอมิเนะจึงมาจบลงที่สนามสตรีทบาสไม่ไกลจากแถวบ้านมากนัก

 

เสียงลูกบาสกกระทบพื้นเป็นจังหวะหนักๆสม่ำเสมอ  เรียวขายาวในกางเกงสแล็กสีเข้มก้าวเชื่องช้าพาลูกสีส้มเข้าสู้สนามที่ร้างผู้คน  จังหวะในอก  ลมหายใจ  กลายเป็นเสียงเดียวกันกับลูกสีส้มในมือ - - นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มจ้องนิ่งไปยังแป้นตรงหน้า  ก่อนที่เรียวขายาวจะออกวิ่ง

  

ถ้าเป็นหมอนั่นคงจะเข้ามาทางซ้าย...

 

มือใหญ่เด้งลูกกลับเข้ามืออีกข้างหมุนตัวหลบการจู่โจม  เสียงสบถในลำคอแผ่วเบาของอีกฝ่ายกับดวงตาทอประกายกล้าทำให้อาโอมิเนะหัวเราะออกมา  เพียงเสี้ยววินาทีที่เผลอเรอมือเรียวก็ปัดลูกออกจากการครอบครองของเขาแล้วพามันวิ่งตรงไปยังแป้น  เสี้ยวหน้าที่แย้มยิ้มออกมาจนเต็มแก้มเมื่อชัยชนะกำลังลอยอยู่ตรงหน้านั้นสว่างสดใสจนเกือบจะทำให้อาโอมิเนะใจอ่อน  ทว่าก็แค่ “เกือบ”

อาโอมิเนะวิ่งไปดักหน้าอีกฝ่ายที่แสดงอาการตกใจออกมาอย่างชัดเจน  ตวัดมือวูบเดียวลูกสีส้มก็กลับเข้ามาอยู่ในมือเขา  ได้ยินเสียงโวยวายของคิเสะที่วิ่งตามมาประกบ  มือของอีกฝ่ายเอื้อมมาแย่งลูกเป็นจังหวะเด