[KHR] Orinary <1869>
posted on 11 Jun 2010 10:41 by sugarpott in FanFiction**Dedicate to Ryo-chan**
-----------------------------------------
สีส้มที่ทอดตัวยาวบนเส้นขอบฟ้า... ผมก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ทางเดินที่ร้างผู้คน ลานด้านหน้าที่ทอดยาวไปจนถึงประตูโรงเรียนที่สายลมพัดหอบเอาใบไม้สีแดงคล้ำ ให้ปลิดปลิวกลืนไปกับสีของท้องฟ้า แสงสว่างที่ลอดผ่านกรอบหน้าต่างสี่เหลี่ยมเล็กๆของประตูชมรมการละคร กับเสียงพูดคุยต่อบทและเสียงดังกรอบแกรบของแผ่นกระดาษปะปนไปกับเสียงหัวเราะที่สอดประสาน
ผมหลับตาลง...กับกระแสบางเบาของเสียงหัวเราะที่ผมได้ยิน...
จนอาจเรียกได้ว่า...เคยชิน....
ได้ยินเสียงเอ่ยประสานเป็นคำขอบคุณ ผมเก็บหนังสือคู่มือเตรียมสอบลงในกระเป๋า..เป็นเวลาเดียวกับที่ประตูห้องชมรมจะเปิดออก พร้อมกับใบหน้าของคนที่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมยังยืนอยู่ที่ตรงนี้
“รอนานรึเปล่าครับ?”
...นักเรียนปีสองที่ไม่ธรรมดาอย่างโรคุโด มุคุโร่
ผมไม่ตอบเพียงแค่เอื้อมมือไปคว้าเอาข้าวของที่ดูพะรุงพะรังในมือเขามาถือไว้ และได้รับคำขอบคุณป็นรอยยิ้มที่วาดขึ้นบนริมฝีปากสีอ่อน มุคุโร่หันกลับไปร่ำลาเพื่อนในชมรมอีกรอบก่อนจะหันมาดึงแขนเสื้อผมเบาๆ..
ได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดโห่ฮาดังแว่วมาหลังจากที่พวกเราเดินจากห้องนั้นมาไกลพอสมควร...
ผมถอนหายใจเฮือกในขณะที่มุคุโร่หัวเราะคิกคัก
ไม่บ่อยนักที่เราจะกลับบ้านพร้อมกัน......
มุคุโร่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ผู้กำลังเป็นที่จับตามอง..
ผมเป็นคณะกรรมการนักเรียนปีสามที่กำลังจะปลดระวางที่ถูกอีกฝ่ายเดินเข้ามาทักเมื่อตอนที่เจ้าตัวพึ่งย้ายเข้ามาเมื่อกลางเทอม และถูกสะกดด้วยนัยน์ตาต่างสีคู่นั้น
เพราะมุคุโร่แทบจะไม่เคยมาเรียนเลยนับตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปรายงานตัวกับผู้อำนวยการด้วยเพราะ คิวงานละครที่รัดตัว เบอร์โทรศัพท์ของผมที่ได้รับการขอร้องจากผู้อำนวยการให้บันทีกอยู่ในโทรศัพท์ของเขา กลายเป็นตัวเลือกที่เขาเลือกจะถามเรื่องราวต่างๆมากกว่าที่จะเป็นเพื่อนร่วมห้องที่แทบจะไม่รู้จักหน้าค่าตา
..ทุกครั้งที่โทรศัพท์ดังขึ้น...สิ่งแรกที่ผมได้ยินมักจะเป็นคำว่า 'ขอโทษ' ...เป็นเช่นนั้นอยู่บ่อยครั้ง บ่อยเสียจนผมต้องบอกให้เขาได้รู้
'ชั้นไม่เคยทำตามคำสั่งใคร'
เขาเงียบไปนานหลังจากได้ฟังความจริงข้อนั้น ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อผมคาดว่าเขาสามารถประมวลความหมายที่แฝงเอาไว้ในคำพูดของผมได้ เสียงที่เอ่ยตอบกลับมาจากเขาจึงอ่อนหวานกว่าที่เคยได้ยิน
'ถ้าอย่างนั้น..ผมจะไม่เกรงใจแล้วนะครับ'
...............
.......
..
“ใกล้จะถึงวันงานแล้วนะครับ”
เสียงของมุคุโร่ดึงผมให้กลับสู่ถนนที่ทอดยาวเบื้องหน้า ผมเหลือบมองเจ้าของเสียงที่ปลายจมูกเริ่มขึ้นสีเรื่อเพราะอากาศที่เย็นตัวลง ลาดไหล่ในสูทสีเข้มของโรงเรียนห่อเข้าหากันเล็กน้อย
“จะตื่นเต้นอะไรนักหนา?”
“ก็งานวัฒนธรรมปีแรกของผมนี่ครับ”
หัวข้อสนทนาของพวกเราเกี่ยวข้องกับแผ่นป้ายต่างๆ และกระดาษหลากสีที่ประดับประดาไปทั่วบริเวณโรงเรียน เหมือนว่ามุคุโร่จะงานยุ่งตลอดช่วงปีที่แล้วทำให้พลาดงานโรงเรียนที่โรงเรียนเก่าไป เลยดูจะกระตือรือร้นกับงานในครั้งนี้เป็นพิเศษ เขาพูดคุยเรื่องละครเวทีที่พึ่งจะซ้อมผ่านไป เล่าถึงเรื่องที่ห้องของเขาที่จะทำร้านขนมแบบญี่ปุ่นที่ทุกคนต้องสวมกิโมโน พูดถึงพ่องานตัวโจ๊กที่เป็นเพื่อนร่วมห้องที่ผมไม่คุ้นชื่อ เสียงหัวเราะบางๆจากมุคุโร่ค่อยๆจางลง เช่นเดียวกับความเงียบที่โรยตัวปกคลุมระหว่างเราจนเหลือเพียงเสียงไหลของธารน้ำและรถยนต์จากอีกฝั่งฟาก
“อีกไม่กี่เดือนเองนะครับ...”
เพียงไม่กี่คำที่เอ่ยออกมานั้น....ผมรู้ว่ามุคุโร่กำลังพูดถึงเรื่องที่ผมกำลังจะเรียนจบและสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาค่อยๆชะลอฝีเท้าลงเช่นเดียวกับจังหวะก้าวเดินของผม ตาของมุคุโร่จับต่ำอยู่บนรองเท้าหนังของตัวเอง แสงสีส้มอาบไล้เรือนผมสีน้ำเงินเป็นประกาย ผมเห็นเขาขบริมฝีปากน้อยๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตา
“คืนนี้ขอไปค้างด้วยได้ไหมครับ?”
............
......
..
ผมนั่งอยู่บนโซฟาขนาดย่อมในส่วนรับแขกของบ้านโรคุโด ขณะที่ตัวลูกชายเจ้าของบ้านขึ้นไปเก็บข้าวของที่ชั้นบน ได้ยินเสียงกระทบเบาๆของรองเท้าใส่อยู่บ้านกับพื้นลามิเนต เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับใบหน้าที่ระบายด้วยยิ้มของคุณนายโรคุโดให้ผมยิ้มตอบกลับไปน้อยๆ
“ขอโทษนะจ๊ะ..น้ามัวแต่วุ่นวายอยู่ในครัวเลยไม่ได้ออกมาต้อนรับ”
“ไม่เป็นไรครับ”
เมื่อผมตอบไปแบบนั้นเธอก็หัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเวลาเดียวกับที่มุคุโร่ลงมากจากชั้นบนพร้อมกับเป้ขนาดย่อม เขายังอยู่ในชุดนักเรียน นั่นทำให้ผมพอจะเดาได้ว่าพรุ่งนี้เช้าเขาคงตั้งใจจะเลยไปโรงเรียนแทนที่จะกลับเข้าบ้านเพื่อเปลี่ยนชุดเป็นแน่
“ไปกันรึยังครับ?”
“อ้าว...จะไม่อยู่ทานข้าวเย็นกันก่อนหรอคะลูก?”
คุณแม่ของมุคุโร่เอ่ยถามออกมา ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรมุคุโร่ก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากออกไปแทน
“งานผมเยอะครับแม่ ถ้าไม่รีบต้องไม่เสร็จแน่ๆ...ไหนเคียวยะจะต้องท่องหนังสืออีก”
ผมเหลือบมองหน้าคนงานเยอะที่ว่าแล้วนึกขำอยู่ในใจ เจ้าตัวพูดด้วยสีหน้าและท่าทางที่ดูเอาจริงเอาจังได้น่าเชื่อถือสมกับที่ได้เป็นนักแสดงผู้เป็นที่กล่าวขวัญเลยทีเดียว คุณนายโรคุโดทำหน้าเสียดายอยู่พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต
“แล้วอย่าไปกวนฮิบาริคุงตอนเขากำลังอ่านหนังสือล่ะ...เดินทางดีๆนะจ๊ะ”
..........
...
ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำสนิท เป็นเวลาที่แสงไฟจากบรรดาร้านรวงต่างๆจะสว่างขึ้นเช่นเดียวกับที่ถนนสายเดิม แลดูครึกครื้นไปด้วยบรรดาผู้คนที่เพิ่งเลิกงาน ได้ยินเสียงเพลงและเสียงสปอตโฆษณาที่ดังปะปนไปกับเสียงของผู้คน และด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้มุคุโร่หัวเราะออกมา
“ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าคนที่เกลียดการอยู่ท่ามกลางคนมากๆแบบคุณจะย้ายมาอยู่ในที่ๆคนพลุกพล่านแบบนี้”
“ก็แค่ต้องเดินผ่านทุกวัน แล้วอีกอย่าง.....”
ผมทิ้งช่วงของคำพูดก่อนจะเหลือบมองอีกฝ่ายที่ส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นมาให้ ผมจ้องมองกลับเข้าไปในดวงตาสองสีคู่เดิมที่ผมมองจนชิน
“.....มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น”
มุคุโร่ทำเพียงแค่เบือนหน้ากลับไปเบื้องหน้า ก้าวเท้าเร็วๆเหมือนกำลังเดินหนี แต่ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่าสีแดงระเรื่อบนโหนกแก้มนั้นผมไม่ได้ตาฝาด
...แม้จะแสดงออกว่าไม่ได้ชื่นชอบการอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก แต่ผมก็พอจะเดาออกว่าความจริงแล้วคนขี้เหงาอย่างมุคุโร่ต้องการให้คนมาอยู่เป็นเพื่อนมากแค่ไหน?
เสียงร้องของนักร้องสาวชื่อดังที่อยู่ บนจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่บนตึกสูงฝั่งตรงข้าม เพลงที่ดังออกมาจากร้านขายซีดี หรือกระทั่งบทเพลงที่เปิดกันทั่วไปตามคลื่นวิทยุต่างก็มีเนื้อหาที่ซ้ำไปซ้ำ มา
.
.
'ชั้นรักเธอ' 'ชั้นรักเธอ'
.
.
“เคียวยะ! เย็นนี้ทานราเม็งกันไหมครับ? ร้านของเคนซังกำลังว่างเลย รับรองว่าไม่มีเรื่องให้คุณหงุดหงิดเหมือนคราวที่แล้วแน่นอน”
“รีบกลับไปทำงานไม่ใช่หรือ?”
.
.
มุคุโร่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ผู้กำลังเป็นที่จับตามอง..
ผมเป็นคณะกรรมการนักเรียนปีสามที่กำลังจะปลดระวาง...
มุคุโร่ตวัดตามองผมฉับ ทำหน้าบู้เหมือนกับว่ากำลังไม่พอใจ...และผมก็รู้จักเขาดีมากพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมานั้นไม่ได้จริงจังอะไร
“ผมพูดแบบนั้นเพราะอยากจะอยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกนิด ทั้งที่คุณเองก็รู้อยู่แล้วแท้ๆแต่ยังชอบหลอกให้ผมพูดอยู่คนเดียวอยู่ได้ ....ขี้โกงชะมัด”
มุคุโร่บ่นออกมาแบบนั้นก็จะหมุนตัวเดินเข้าร้านไปโดยไม่ฟังความเห็นจากผมสักนิดให้ผมต้องส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะตัดสินใจเดินตามเข้าไปอย่างที่ทำอยู่ทุกที ......ไม่ใช่ว่าขัดไม่ได้ ก็แค่ไม่รู้ว่าจะขัดไปให้ได้อะไรขึ้นมา?
....หนึ่งวันที่น่าเบื่อผ่านไปอย่างเรียบง่ายกับผู้คนเดิมๆ ถนนสายเดิม และร้านเดิมที่แวะเวียนไปเป็นประจำ
เวลาค่อยๆไหลผ่านไปและเปลี่ยนวันนี้กลายเป็นเมื่อวานของวันรุ่งขึ้น...
ผมควรจะรับเขาเข้ามามากแค่ไหน?
ควรจะเว้นระยะห่างเอาไว้เท่าไหร่...?
เวลาที่ผมมีไว้สำหรับเขามันพอหรือยัง?
....
.
ทีวีที่เปิดค้างเอาไว้ ห้องน้ำที่ยังหลงเหลือไอจางๆที่จับตัวอยู่เป็นฝ้าบนกระจกเงา และเสียงหอบหายใจที่ระรินอยู่ข้างใบหู เสียงที่เอ่ยเรียกชื่อของผมซ้ำๆ
“เคียวยะ.....เคียวยะ....”
ผมต้องการแค่คนที่จะไม่ไหวเอนไปหาคนอื่น
เพราะผมรู้ว่าตัวผมจะเป็นเช่นนั้น...
ใบหน้าหวานระเรื่อสะบัดขึ้นตามแรงกระทำ เรียวขาขาวกระตุกเกร็งทุกครั้งที่เสือกกายเข้าหา นัยน์ตาสองสีที่ฉ่ำเยิ้มด้วยหยาดน้ำตาพยายามปรือมองใบหน้าของผมแม้จะเห็นมันได้ไม่ชัดเจน...
เสียงที่เอ่ยคำว่า 'รัก' ซ้ำๆ
ผมไม่อาจทำได้อย่างในเพลงนั้น....
ที่สร้างเหตุการณ์พิเศษในทุกวันที่พบกัน
ผมไม่อาจทำได้เช่นในหนังเรื่องนั้น....
สิ่งที่ผมทำได้คือผมที่เป็นแค่ผม...
.
.
'ฮิบาริ เคียวยะ'
++ END ++
one shot เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจากเพลงสองเพลงคือ ordinary กับ stereo ของเรียวจัง
ไม่รู้ว่าจะสามารถสื่อความเป็น ordinary but extraordinary อย่างที่ตั้งใจได้รึเปล่า? (ฮาา)
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
สำหรับคนบางคนที่สงสัยว่าทั้งๆที่มุคุเป็นดารา แต่ทำไมถึงเดินตามท้องถนนเหมือนคนธรรมดาทั่วไปโดยไม่ได้ปลอมตัวได้นั้น เนื่องจากที่ประเทศญี่ปุ่นเขาค่อนข้างถือเรื่องความเป็นส่วนตัวของดาราในประเทศค่ะ เพราะฉะนั้นดาราจะถือว่าเป็นบุคคลที่คุณสามารถกรี๊ดกร๊าดหรือเข้าไปถ่ายรูปขอลายเซ็นได้นั้นก็เฉพาะแต่ถ้าเจอตามอีเว้นท์ต่างๆ(อย่างงานประกาศรางวัล บลาๆ) หรือตามที่เขาไปทำงานในหน้าที่ดาราเท่านั้น แม้จะไม่ได้ออกเป็นกฎหมายแต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเข้าใจตรงกันในจุดนี้ค่ะ
-----------------------------------------
สีส้มที่ทอดตัวยาวบนเส้นขอบฟ้า... ผมก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ ทางเดินที่ร้างผู้คน ลานด้านหน้าที่ทอดยาวไปจนถึงประตูโรงเรียนที่สายลมพัดหอบเอาใบไม้สีแดงคล้ำ ให้ปลิดปลิวกลืนไปกับสีของท้องฟ้า แสงสว่างที่ลอดผ่านกรอบหน้าต่างสี่เหลี่ยมเล็กๆของประตูชมรมการละคร กับเสียงพูดคุยต่อบทและเสียงดังกรอบแกรบของแผ่นกระดาษปะปนไปกับเสียงหัวเราะที่สอดประสาน
ผมหลับตาลง...กับกระแสบางเบาของเสียงหัวเราะที่ผมได้ยิน...
จนอาจเรียกได้ว่า...เคยชิน....
ได้ยินเสียงเอ่ยประสานเป็นคำขอบคุณ ผมเก็บหนังสือคู่มือเตรียมสอบลงในกระเป๋า..เป็นเวลาเดียวกับที่ประตูห้องชมรมจะเปิดออก พร้อมกับใบหน้าของคนที่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมยังยืนอยู่ที่ตรงนี้
“รอนานรึเปล่าครับ?”
...นักเรียนปีสองที่ไม่ธรรมดาอย่างโรคุโด มุคุโร่
ผมไม่ตอบเพียงแค่เอื้อมมือไปคว้าเอาข้าวของที่ดูพะรุงพะรังในมือเขามาถือไว้ และได้รับคำขอบคุณป็นรอยยิ้มที่วาดขึ้นบนริมฝีปากสีอ่อน มุคุโร่หันกลับไปร่ำลาเพื่อนในชมรมอีกรอบก่อนจะหันมาดึงแขนเสื้อผมเบาๆ..
ได้ยินเสียงกรี๊ดกร๊าดโห่ฮาดังแว่วมาหลังจากที่พวกเราเดินจากห้องนั้นมาไกลพอสมควร...
ผมถอนหายใจเฮือกในขณะที่มุคุโร่หัวเราะคิกคัก
ไม่บ่อยนักที่เราจะกลับบ้านพร้อมกัน......
มุคุโร่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ผู้กำลังเป็นที่จับตามอง..
ผมเป็นคณะกรรมการนักเรียนปีสามที่กำลังจะปลดระวางที่ถูกอีกฝ่ายเดินเข้ามาทักเมื่อตอนที่เจ้าตัวพึ่งย้ายเข้ามาเมื่อกลางเทอม และถูกสะกดด้วยนัยน์ตาต่างสีคู่นั้น
เพราะมุคุโร่แทบจะไม่เคยมาเรียนเลยนับตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปรายงานตัวกับผู้อำนวยการด้วยเพราะ คิวงานละครที่รัดตัว เบอร์โทรศัพท์ของผมที่ได้รับการขอร้องจากผู้อำนวยการให้บันทีกอยู่ในโทรศัพท์ของเขา กลายเป็นตัวเลือกที่เขาเลือกจะถามเรื่องราวต่างๆมากกว่าที่จะเป็นเพื่อนร่วมห้องที่แทบจะไม่รู้จักหน้าค่าตา
..ทุกครั้งที่โทรศัพท์ดังขึ้น...สิ่งแรกที่ผมได้ยินมักจะเป็นคำว่า 'ขอโทษ' ...เป็นเช่นนั้นอยู่บ่อยครั้ง บ่อยเสียจนผมต้องบอกให้เขาได้รู้
'ชั้นไม่เคยทำตามคำสั่งใคร'
เขาเงียบไปนานหลังจากได้ฟังความจริงข้อนั้น ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆเมื่อผมคาดว่าเขาสามารถประมวลความหมายที่แฝงเอาไว้ในคำพูดของผมได้ เสียงที่เอ่ยตอบกลับมาจากเขาจึงอ่อนหวานกว่าที่เคยได้ยิน
'ถ้าอย่างนั้น..ผมจะไม่เกรงใจแล้วนะครับ'
...............
.......
..
“ใกล้จะถึงวันงานแล้วนะครับ”
เสียงของมุคุโร่ดึงผมให้กลับสู่ถนนที่ทอดยาวเบื้องหน้า ผมเหลือบมองเจ้าของเสียงที่ปลายจมูกเริ่มขึ้นสีเรื่อเพราะอากาศที่เย็นตัวลง ลาดไหล่ในสูทสีเข้มของโรงเรียนห่อเข้าหากันเล็กน้อย
“จะตื่นเต้นอะไรนักหนา?”
“ก็งานวัฒนธรรมปีแรกของผมนี่ครับ”
หัวข้อสนทนาของพวกเราเกี่ยวข้องกับแผ่นป้ายต่างๆ และกระดาษหลากสีที่ประดับประดาไปทั่วบริเวณโรงเรียน เหมือนว่ามุคุโร่จะงานยุ่งตลอดช่วงปีที่แล้วทำให้พลาดงานโรงเรียนที่โรงเรียนเก่าไป เลยดูจะกระตือรือร้นกับงานในครั้งนี้เป็นพิเศษ เขาพูดคุยเรื่องละครเวทีที่พึ่งจะซ้อมผ่านไป เล่าถึงเรื่องที่ห้องของเขาที่จะทำร้านขนมแบบญี่ปุ่นที่ทุกคนต้องสวมกิโมโน พูดถึงพ่องานตัวโจ๊กที่เป็นเพื่อนร่วมห้องที่ผมไม่คุ้นชื่อ เสียงหัวเราะบางๆจากมุคุโร่ค่อยๆจางลง เช่นเดียวกับความเงียบที่โรยตัวปกคลุมระหว่างเราจนเหลือเพียงเสียงไหลของธารน้ำและรถยนต์จากอีกฝั่งฟาก
“อีกไม่กี่เดือนเองนะครับ...”
เพียงไม่กี่คำที่เอ่ยออกมานั้น....ผมรู้ว่ามุคุโร่กำลังพูดถึงเรื่องที่ผมกำลังจะเรียนจบและสอบเข้ามหาวิทยาลัย เขาค่อยๆชะลอฝีเท้าลงเช่นเดียวกับจังหวะก้าวเดินของผม ตาของมุคุโร่จับต่ำอยู่บนรองเท้าหนังของตัวเอง แสงสีส้มอาบไล้เรือนผมสีน้ำเงินเป็นประกาย ผมเห็นเขาขบริมฝีปากน้อยๆก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตา
“คืนนี้ขอไปค้างด้วยได้ไหมครับ?”
............
......
..
ผมนั่งอยู่บนโซฟาขนาดย่อมในส่วนรับแขกของบ้านโรคุโด ขณะที่ตัวลูกชายเจ้าของบ้านขึ้นไปเก็บข้าวของที่ชั้นบน ได้ยินเสียงกระทบเบาๆของรองเท้าใส่อยู่บ้านกับพื้นลามิเนต เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับใบหน้าที่ระบายด้วยยิ้มของคุณนายโรคุโดให้ผมยิ้มตอบกลับไปน้อยๆ
“ขอโทษนะจ๊ะ..น้ามัวแต่วุ่นวายอยู่ในครัวเลยไม่ได้ออกมาต้อนรับ”
“ไม่เป็นไรครับ”
เมื่อผมตอบไปแบบนั้นเธอก็หัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเวลาเดียวกับที่มุคุโร่ลงมากจากชั้นบนพร้อมกับเป้ขนาดย่อม เขายังอยู่ในชุดนักเรียน นั่นทำให้ผมพอจะเดาได้ว่าพรุ่งนี้เช้าเขาคงตั้งใจจะเลยไปโรงเรียนแทนที่จะกลับเข้าบ้านเพื่อเปลี่ยนชุดเป็นแน่
“ไปกันรึยังครับ?”
“อ้าว...จะไม่อยู่ทานข้าวเย็นกันก่อนหรอคะลูก?”
คุณแม่ของมุคุโร่เอ่ยถามออกมา ยังไม่ทันที่ผมจะได้พูดอะไรมุคุโร่ก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากออกไปแทน
“งานผมเยอะครับแม่ ถ้าไม่รีบต้องไม่เสร็จแน่ๆ...ไหนเคียวยะจะต้องท่องหนังสืออีก”
ผมเหลือบมองหน้าคนงานเยอะที่ว่าแล้วนึกขำอยู่ในใจ เจ้าตัวพูดด้วยสีหน้าและท่าทางที่ดูเอาจริงเอาจังได้น่าเชื่อถือสมกับที่ได้เป็นนักแสดงผู้เป็นที่กล่าวขวัญเลยทีเดียว คุณนายโรคุโดทำหน้าเสียดายอยู่พักหนึ่งก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต
“แล้วอย่าไปกวนฮิบาริคุงตอนเขากำลังอ่านหนังสือล่ะ...เดินทางดีๆนะจ๊ะ”
..........
...
ท้องฟ้ากลายเป็นสีดำสนิท เป็นเวลาที่แสงไฟจากบรรดาร้านรวงต่างๆจะสว่างขึ้นเช่นเดียวกับที่ถนนสายเดิม แลดูครึกครื้นไปด้วยบรรดาผู้คนที่เพิ่งเลิกงาน ได้ยินเสียงเพลงและเสียงสปอตโฆษณาที่ดังปะปนไปกับเสียงของผู้คน และด้วยเหตุผลบางอย่างทำให้มุคุโร่หัวเราะออกมา
“ไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่าคนที่เกลียดการอยู่ท่ามกลางคนมากๆแบบคุณจะย้ายมาอยู่ในที่ๆคนพลุกพล่านแบบนี้”
“ก็แค่ต้องเดินผ่านทุกวัน แล้วอีกอย่าง.....”
ผมทิ้งช่วงของคำพูดก่อนจะเหลือบมองอีกฝ่ายที่ส่งสายตาอยากรู้อยากเห็นมาให้ ผมจ้องมองกลับเข้าไปในดวงตาสองสีคู่เดิมที่ผมมองจนชิน
“.....มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น”
มุคุโร่ทำเพียงแค่เบือนหน้ากลับไปเบื้องหน้า ก้าวเท้าเร็วๆเหมือนกำลังเดินหนี แต่ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่าสีแดงระเรื่อบนโหนกแก้มนั้นผมไม่ได้ตาฝาด
...แม้จะแสดงออกว่าไม่ได้ชื่นชอบการอยู่ท่ามกลางคนหมู่มาก แต่ผมก็พอจะเดาออกว่าความจริงแล้วคนขี้เหงาอย่างมุคุโร่ต้องการให้คนมาอยู่เป็นเพื่อนมากแค่ไหน?
เสียงร้องของนักร้องสาวชื่อดังที่อยู่ บนจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่บนตึกสูงฝั่งตรงข้าม เพลงที่ดังออกมาจากร้านขายซีดี หรือกระทั่งบทเพลงที่เปิดกันทั่วไปตามคลื่นวิทยุต่างก็มีเนื้อหาที่ซ้ำไปซ้ำ มา
.
.
'ชั้นรักเธอ' 'ชั้นรักเธอ'
.
.
“เคียวยะ! เย็นนี้ทานราเม็งกันไหมครับ? ร้านของเคนซังกำลังว่างเลย รับรองว่าไม่มีเรื่องให้คุณหงุดหงิดเหมือนคราวที่แล้วแน่นอน”
“รีบกลับไปทำงานไม่ใช่หรือ?”
.
.
มุคุโร่เป็นนักแสดงหน้าใหม่ผู้กำลังเป็นที่จับตามอง..
ผมเป็นคณะกรรมการนักเรียนปีสามที่กำลังจะปลดระวาง...
มุคุโร่ตวัดตามองผมฉับ ทำหน้าบู้เหมือนกับว่ากำลังไม่พอใจ...และผมก็รู้จักเขาดีมากพอที่จะรู้ว่าสิ่งที่เขาแสดงออกมานั้นไม่ได้จริงจังอะไร
“ผมพูดแบบนั้นเพราะอยากจะอยู่ด้วยกันนานขึ้นอีกนิด ทั้งที่คุณเองก็รู้อยู่แล้วแท้ๆแต่ยังชอบหลอกให้ผมพูดอยู่คนเดียวอยู่ได้ ....ขี้โกงชะมัด”
มุคุโร่บ่นออกมาแบบนั้นก็จะหมุนตัวเดินเข้าร้านไปโดยไม่ฟังความเห็นจากผมสักนิดให้ผมต้องส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะตัดสินใจเดินตามเข้าไปอย่างที่ทำอยู่ทุกที ......ไม่ใช่ว่าขัดไม่ได้ ก็แค่ไม่รู้ว่าจะขัดไปให้ได้อะไรขึ้นมา?
....หนึ่งวันที่น่าเบื่อผ่านไปอย่างเรียบง่ายกับผู้คนเดิมๆ ถนนสายเดิม และร้านเดิมที่แวะเวียนไปเป็นประจำ
เวลาค่อยๆไหลผ่านไปและเปลี่ยนวันนี้กลายเป็นเมื่อวานของวันรุ่งขึ้น...
ผมควรจะรับเขาเข้ามามากแค่ไหน?
ควรจะเว้นระยะห่างเอาไว้เท่าไหร่...?
เวลาที่ผมมีไว้สำหรับเขามันพอหรือยัง?
....
.
ทีวีที่เปิดค้างเอาไว้ ห้องน้ำที่ยังหลงเหลือไอจางๆที่จับตัวอยู่เป็นฝ้าบนกระจกเงา และเสียงหอบหายใจที่ระรินอยู่ข้างใบหู เสียงที่เอ่ยเรียกชื่อของผมซ้ำๆ
“เคียวยะ.....เคียวยะ....”
ผมต้องการแค่คนที่จะไม่ไหวเอนไปหาคนอื่น
เพราะผมรู้ว่าตัวผมจะเป็นเช่นนั้น...
ใบหน้าหวานระเรื่อสะบัดขึ้นตามแรงกระทำ เรียวขาขาวกระตุกเกร็งทุกครั้งที่เสือกกายเข้าหา นัยน์ตาสองสีที่ฉ่ำเยิ้มด้วยหยาดน้ำตาพยายามปรือมองใบหน้าของผมแม้จะเห็นมันได้ไม่ชัดเจน...
เสียงที่เอ่ยคำว่า 'รัก' ซ้ำๆ
ผมไม่อาจทำได้อย่างในเพลงนั้น....
ที่สร้างเหตุการณ์พิเศษในทุกวันที่พบกัน
ผมไม่อาจทำได้เช่นในหนังเรื่องนั้น....
สิ่งที่ผมทำได้คือผมที่เป็นแค่ผม...
.
.
'ฮิบาริ เคียวยะ'
++ END ++
one shot เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจากเพลงสองเพลงคือ ordinary กับ stereo ของเรียวจัง
ไม่รู้ว่าจะสามารถสื่อความเป็น ordinary but extraordinary อย่างที่ตั้งใจได้รึเปล่า? (ฮาา)
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
สำหรับคนบางคนที่สงสัยว่าทั้งๆที่มุคุเป็นดารา แต่ทำไมถึงเดินตามท้องถนนเหมือนคนธรรมดาทั่วไปโดยไม่ได้ปลอมตัวได้นั้น เนื่องจากที่ประเทศญี่ปุ่นเขาค่อนข้างถือเรื่องความเป็นส่วนตัวของดาราในประเทศค่ะ เพราะฉะนั้นดาราจะถือว่าเป็นบุคคลที่คุณสามารถกรี๊ดกร๊าดหรือเข้าไปถ่ายรูปขอลายเซ็นได้นั้นก็เฉพาะแต่ถ้าเจอตามอีเว้นท์ต่างๆ(อย่างงานประกาศรางวัล บลาๆ) หรือตามที่เขาไปทำงานในหน้าที่ดาราเท่านั้น แม้จะไม่ได้ออกเป็นกฎหมายแต่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเข้าใจตรงกันในจุดนี้ค่ะ
ว่าจะไม่อ่านแล้ว
ต้องอ่านหนังสือ
อดไม่ได้จริงๆ
อ่านแมร่งหมดทุกเรื่องเลย
โฮกคู่นี้สุดๆ ง่ะ
กรี๊ดดดดด
นึกอยากบริโภคฟิคคู่นี้ขึ้นมาอีกทันใด
#1 By |*|| NacHII ||*| on 2010-07-20 23:40